โพลียูรีเทน (PU) เป็นวัสดุพอลิเมอร์มหัศจรรย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีบทบาทสำคัญในหลายอุตสาหกรรม มีคุณสมบัติเชิงกลที่ยอดเยี่ยม ทนทานต่อปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้ดี
บทความชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คุณเข้าใจเนื้อหาเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการผลิต คุณสมบัติ และการใช้งานของโพลียูรีเทนในอุตสาหกรรมต่างๆ ในตอนท้ายของบทความคุณจะเข้าใจถึงความสำคัญของ PU ในโลกสมัยใหม่ และความเป็นไปได้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของมัน
ประวัติ และพัฒนาการของโพลียูรีเทน (PU)
สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในยุคแรกเริ่ม
โพลียูรีเทนถูกสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1930 โดยอ็อทโท เบเยอร์ (Dr. Otto Bayer) นักเคมีชาวเยอรมัน ซึ่งกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากยางธรรมชาติ เขาค้นพบว่าการทำปฏิกิริยาระหว่างไดไอโซไซยาเนตกับโพลิออล สามารถสร้างโพลิเมอร์ชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวได้
สำหรับผลิตภัณฑ์โพลียูรีเทนเชิงพาณิชย์ชนิดแรกคือโฟมแบบนิ่มซึ่งเปิดตัวในปี 1950 จากนั้นมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เปิดตัวตามมาอย่างรวดเร็ว เช่น โฟมแข็ง อีลาสโตเมอร์ สารเคลือบ กาว และยาแนว
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
นับตั้งแต่การค้นพบ PU เทคโนโลยีโพลียูรีเทนได้พัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมต่างๆ นักวิจัยยังคงพัฒนาสูตร และเทคนิคการผลิตใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การสร้างวัสดุโพลียูรีเทนหลายประเภทที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรม
ปัจจุบันโพลียูรีเทนสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมหนัก วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ เหมืองแร่ เหมืองหิน บ่อทราย วัสดุทดแทนพลาสติก และอุปกรณ์การแพทย์
กระบวนการผลิตโพลียูรีเทน (PU)
พรีโพลิเมอร์ (Prepolymer)
ไดไอโซไซยาเนต (diisocyanate)
โพลียูรีเทนเกิดจากกระบวนการสำคัญคือการทำปฏิกิริยาไดไอโซไซยาเนตกับโพลิออล (Polyol) ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อให้ได้คุณสมบัติสุดท้ายของผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการ การเลือกใช้ไดไอโซไซยาเนตมีผลอย่างมากต่อคุณสมบัติของพอลิเมอร์ที่ได้ ในวงการมีไดไอโซไซยาเนตหลายชนิดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับผลิตโพลียูรีเทน ได้แก่:
- โทลูอีนไดไอโซไซยาเนต (toluene diisocyanate – TDI) : TDI ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตโฟมที่มีความยืดหยุ่น และมีคุณสมบัติในการต้านทานตัวทำละลาย การเสื่อมสภาพจากความร้อน และทนแรงบีบอัดได้ดี
- เมทิลีนไดฟีนิลไดไอโซไซยาเนต (methylene diphenyl diisocyanate – MDI) : MDI ใช้ในการผลิตโฟมแข็ง อิลาสโตเมอร์ และสารเคลือบผิว มีการดีดตัวที่ดีเยี่ยม มีประสิทธิภาพการทำงานในอุณหภูมิต่ำ และต้านทานการเกิดปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส
- ไดไอโซไซยาเนตอื่นๆ : อาจพบได้น้อย เช่น พี-ฟีนิลลีน ไดไอโซไซยาเนต (PPDI) และอะลิฟาติกไดไอโซไซยาเนต (Aliphatic diisocyanate) มีคุณสมบัติเฉพาะเหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะทาง
โพลิออล (Polyol)
โพลิออลเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตโพลียูรีเทน การเลือกใช้โพลิออลจะส่งผลต่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย สำหรับประเภทโพลิออลทั่วไป ได้แก่ :
- โพลิเตตระเมทิล อีเธอร์ ไกลคอล (Polytetramethylene ether glycol – PTMEG) : PTMEG เป็นโพลีออลโพลีอีเทอร์ระดับพรีเมียมที่ให้สมบัติเชิงกลที่ดีเยี่ยม และต้านทานการไฮโดรไลซิส
- โพลิโพรพิลีนไกลคอล (PPG) : PPG เป็นโพลิอีเทอร์โพลิออลต้นทุนต่ำซึ่งมีลักษณะการโพรเซสที่ดี และยังมีคุณสมบัติที่สมดุล
- โพลิเอสเตอร์ : โพลิเอสเตอร์โพลีออลให้ความต้านทานต่อแรงดึงที่ดีเยี่ยม ต้านทานการฉีกขาด และทนน้ำมัน แต่อาจมีความต้านทานต่อไฮโดรไลซิสต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโพลิอีเทอร์
- โพลิออลอื่นๆ : โพลิคาโพรแลคโตน โพลิคาร์บอเน็ต และโพลิออลชนิดพิเศษอื่นๆ สามารถนำไปใช้งานเฉพาะทางที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะตัว
สารเติมแต่ง (Curatives)
ในโลกของยูรีเทน สารเติมแต่งคือสารที่ใช้เพื่อเสริมเติมแต่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้วัสดุเกิดการแข็งตัว เมื่อสารนี้ถูกเติมลงในสูตรยูรีเทน มันจะช่วยให้เกิดการก่อตัวของพันธะเคมีที่แข็งแรงระหว่างโซ่โพลิเมอร์
ดังนั้น จึงได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเชิงกลตามที่เราต้องการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความต้องการของการใช้งาน อีกนัยหนึ่งคือสารตัวนี้จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของวัสดุ โดยเปลี่ยนจากสถานะของเหลว หรือกึ่งของเหลวไปเป็นสถานะของแข็งนั่นเอง
ไดอามีน (Diamine)
ไดอามีนเป็นเติมแต่ง (Curatives) ตัวหนึ่งใช้ในการผลิตโพลียูรีเทน อีลาสโตเมอร์ มันจะทำปฏิกิริยากับไดไอโซไซยาเนต ทำให้วัสดุโพลิเมอร์ที่ได้เกิดความแข็งแรง มีความแข็งแกร่ง และความทนทานต่อสารเคมี
Diols และ Triols
Diols และ Triols รวมถึงสารเติมแต่ง (Curatives) ประเภทอื่นๆ สามารถใช้ในการผลิตโพลียูรีเทน พวกมันจะทำปฏิกิริยากับไดไอโซไซยาเนตเพื่อสร้างยูรีเทนที่มีคุณสมบัติให้ความยืดหยุ่น ความเหนียว ความทนทาน คอนโวแว้นต่อการสึกกร่อนแก่โพลิเมอร์ที่ได้
อย่างไรก็ดี การเลือกสารเติมแต่ง (Curatives) มีผลอย่างมากต่อคุณสมบัติ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์โพลียูรีเทนที่ได้ในขั้นสุดท้าย
ข้อพึงปฏิบัติในการผลิต
Curative Ratio
ในการผลิตยูรีเทน จะใช้อัตราส่วนของ Curative หมายถึงอัตราส่วนของไดไอโซไซยาเนต (Prepolymer) ต่ออัตราส่วน Curative เพื่อต่อพันธะทางเคมี ซึ่งอัตราส่วนนี้จะส่งผลต่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สุดท้าย (Final properties) เช่น ความแข็งแรงเชิงกล ความยืดหยุ่น และความทนทานต่อสารเคมี
อุณหภูมิในการผลิต
ระดับอุณหภูมิในกระบวนการผลิตโพลียูรีเทน จะส่งผลต่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สุดท้าย (Maximize properties) ในการผลิตขึ้นอยู่กับพรีพอลิเมอร์ที่ใช้ และคุณสมบัติเฉพาะพรีพอลิเมอร์
สารเติมแต่ง (Additives)
พลาสติไซเซอร์ (Plasticizers)
พลาสติไซเซอร์ใช้เติมแต่งเข้าไปในสูตรโพลียูรีเทนเพื่อปรับปรุงในเรื่องลดความหนืด ลดความแข็ง เพิ่มความสามารถในการทำงาน และความสามารถในการแปรสภาพ
นอกจากนี้ ยังสามารถลดค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้ว (glass transition temperature ;Tg) ของโพลิเมอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวัสดุนั้นที่อุณหภูมิต่ำได้
ฟิลเลอร์ (Fillers)
สารเติมตัวนี้ใช้เติมลงในสูตรโพลียูรีเทนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะ เช่น เพิ่มความแข็งแรงทางกล การนำความร้อน และช่วยในเรื่องของความเสถียร วัสดุที่ถูกเติมแต่งด้วยฟิลเลอร์พบได้ทั่วไป เช่น ใยแก้ว เส้นใยคาร์บอน และสารตัวเติมแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต และแร่หินสบู่
สารปกป้อง (Protectants)
การเติมสารปกป้องลงในสูตรโพลียูรีเทน จะช่วยให้วัสดุทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น รังสียูวี ออกซิเดชัน และไฮโดรไลซิส ตัวอย่างสารปกป้อง ได้แก่ สารเพิ่มเสริมสร้างความเสถียรต่อรังสียูวี (UV resistance) สารต้านอนุมูลอิสระ และสารยับยั้งการไฮโดรไลซิส (เสื่อมสลาย)
คุณสมบัติ และประสิทธิภาพของโพลียูรีเทน
สมบัติทางกล PU (Dynamic Properties)
- ความแข็ง (Hardness) : โพลียูรีเทนมีระดับความแข็งหลากหลายระดับ (Shore OO – 80 Shore D) ตั้งแต่อ่อน และยืดหยุ่นมากไปจนถึงแข็ง และแข็งมาก อย่างไรก็ดี คุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพรีพอลิเมอร์ สารเติมแต่ง และเทคนิคการผลิต ทำให้วัสดุขั้นสุดท้ายเหมาะกับการใช้งานหลากหลาย เช่น เบาะรองนั่ง ล้อรถ และสารเคลือบป้องกัน
- ความต้านทานแรงดึง (Tensile strength) : โพลียูรีเทนมีความต้านทานแรงดึงที่ดีเยี่ยม กล่าวคือ มีความสามารถในการต้านทานการแตกหักภายใต้แรงดึง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานที่รับน้ำหนัก เช่น สายพานลำเลียง และส่วนประกอบระบบกันสะเทือน
- การยืดตัว (Elongation) : การยืดตัวเป็นการวัดความสามารถของวัสดุในการยืดโดยไม่แตกหัก โพลียูรีเทนมีคุณสมบัติการยืดตัวได้ดี ซึ่งช่วยให้ทนทาน และยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เช่น ซีล ปะเก็น และชิ้นส่วนที่เป็นยาง
- โมดูลัส (Modulus) : สภาพยืดหยุ่นของวัสดุจะแสดงถึงความแข็ง หรือความต้านทานต่อการเสียรูป สภาพยืดหยุ่นของโพลียูรีเทนสามารถปรับแต่งได้ผ่านตัวพรีโพลิเมอร์ และส่วนที่เป็น Curative ทำให้สามารถผลิตวัสดุที่มีระดับความแข็งที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานลักษณะต่างๆ เช่น ส่วนประกอบโครงสร้าง และโฟมที่ยืดหยุ่นได้
- แรงฉีกขาด (Tear strength) : โพลียูรีเทนมีความต้านทานการฉีกขาดที่น่าประทับใจ จึงเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความทนทาน และความเหนียว เช่น การเคลือบป้องกัน และชิ้นส่วนอุปกรณ์อุตสาหกรรม
สมบัติต้านทาน (Resistance properties)
- การคืนตัว (Compression set) : การคืนตัวของวัสดุ หมายถึงความสามารถในการกลับคืนสู่รูปร่างเดิมภายหลังจากถูกบีบอัด โพลียูรีเทนมีการคืนตัวต่ำ จึงเหมาะสำหรับการใช้งาน เช่น ซีล และปะเก็นที่ต้องรักษารูปร่างภายใต้แรงบีบอัด
- การดีดกลับ (Rebound/Resilience) : การดีดตัวใช้วัดความสามารถของวัสดุในการกลับคืนสู่รูปร่างเดิมหลังจากถูกเปลี่ยนรูป โพลียูรีเทนมีคุณสมบัติในการคืนตัวที่ดีเยี่ยม ซึ่งมีส่วนช่วยในการใช้งานต่างๆ เช่น รองเท้ากีฬา และชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนของรถยนต์
- ประสิทธิภาพการทำงานที่อุณหภูมิต่ำ : โพลียูรีเทนให้ความยืดหยุ่นที่ดีไม่แข็งกรอบ บวกกับมีสมบัติทางกลที่ดี ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพอากาศหนาวเย็น ในช่วง -40 °C ถึง 60 °C เช่น อุตสาหกรรมในห้องเย็น (Cold Room)
- ประสิทธิภาพการทำงานที่อุณหภูมิสูง : โพลียูรีเทนสามารถทนต่อความร้อน ณ อุณหภูมิที่สูงได้โดยไม่เสื่อมสภาพอย่างมีนัยสำคัญ คือไม่เกิน 130 องศาเซลเซียล ขึ้นอยู่เกรดพรีโพลีเมอร์ที่ทนทานความร้อนได้ ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ร้อน หรือภายใต้การสัมผัสกับความร้อนเป็นเวลานาน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ และงานอุตสาหกรรม
- ทนทานต่อการสึกกร่อน (Abrasion resistance) : โพลียูรีเทนมีความทนทานต่อการเสียดสีสูง จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับงานที่ต้องการการป้องกัน หรือการสึกหรอ เช่น สายพานลำเลียง ล้อ และงานเคลือบป้องกัน
- การสะสมความร้อน (Heat buildup) : โพลียูรีเทนมีคุณสมบัติสะสมความร้อนต่ำ ในขณะที่รับแรงน้ำหนักกด หรือ Loading ได้ดี ลดการเสื่อมสภาพวัสดุที่ใช้งาน เช่น ยางล้อ และส่วนประกอบของเครื่องจักร
- ต้านทานต่อไฮโดรไลซิส (Hydrolysis resistance) : โพลียูรีเทนมีความต้านทานที่ดีเยี่ยมต่อปฏิริยาไฮโดรไลซิส ซึ่งเป็นภาวะการเสื่อมสลายของวัสดุเมื่อเกิดการสัมผัสกับน้ำ ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น หรือการใช้งานที่ต้องการการกันน้ำ เช่น อุปกรณ์เดินทะเล และเมมเบรนกันซึม
- ทนต่อน้ำมัน (Oil resistance) : โพลียูรีเทนมีความทนทานต่อน้ำมัน และของเหลวที่มีส่วนประกอบของปิโตรเลียมอื่นๆ ได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้ในงานต่างๆ เช่น ซีล และปะเก็นในยานยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม รวมถึงกระสวยในท่อส่ง (Pipeline Cleaning PIGS)
การประยุกต์ใช้โพลียูรีเทนในอุตสาหกรรมต่างๆ
ยานยนต์
โพลียูรีเทนมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถใช้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น เบาะรองนั่ง พวงมาลัย แผงแดชบอร์ด ปะเก็น และซีล รวมถึงส่วนประกอบของระบบกันสะเทือน [อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง .. (รู้จักโพลียูรีเทนในอุตสาหกรรมยานยนต์)]
การก่อสร้าง
โพลียูรีเทนใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างแพร่หลาย อาทิ วัสดุกันฉนวน ยาแนว และสารยึดเกาะ เมนเบรนกันซึม วัสดุปูพื้น และส่วนประกอบโครงสร้าง [อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง .. (ยูรีเทนในงานสถาปัตย์ และการออกแบบสมัยใหม่)]
สิ่งทอ และแฟชั่น
อุตสาหกรรมสิ่งทอได้นำโพลียูรีเทนไปทำหนังสังเคราะห์ได้คุณภาพเหมือนหนังแท้ ใช้ทำผ้าเคลือบกันสาด เต็นต์ ชุดป้องกันรังสียูวี รวมถึงเสื้อผ้ากันน้ำที่ใส่สบาย มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี [อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง .. (Polyurethane ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และแฟชั่น)]
การใช้งานเฉพาะด้าน
โพลียูรีเทนสามารถนำไปผลิตอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนสำหรับงานเฉพาะทาง เช่น ล้อโรลเลอร์สเก็ต ลูกกลิ้งเคลือบสีในเครื่องพิมพ์ออฟเซต กระสวยทำความสะอาดท่อส่งน้ำมัน อุปกรณ์เก็บเกี่ยวธัญพืช ยางรถยก ค้อน ม่านพ่นทราย เครื่องจักรซักรีด ล้อม้วนกระดาษในโรงงานผลิต และอุปกรณ์แปรรูปเนื้อสัตว์
แนวโน้มอนาคต และนวัตกรรม
วัสดุมหัศจรรย์
โพลียูรีเทนจดจำรูปร่าง (Shape memory polymers ; SMPs): วัสดุมีศักยภาพในการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ อวกาศ และชีวการแพทย์
การประยุกต์ใช้ขั้นสูง PU
- วัสดุน้ำหนักเบา (Lightweight) : โพลียูรีเทนน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับโลหะสามารถช่วยประหยัดพลังงาน และประหยัดเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมยานยนต์
- เครื่องพิมพ์ 3 มิติ : โพลียูรีเทนได้รับความนิยมในวงการพิมพ์ 3D ใช้ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ (Molding) และแม่พิมพ์เพื่อหล่อผลิตภัณฑ์ (Casting) ซึ่งนำไปสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ามากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ
- งาน Heavy-Duty Load : โพลียูรีเทน (PU) เป็นเลิศในเรื่องการรับโหลดหนักๆ ใช้กันทั่วไปในอุปกรณ์ขนย้ายวัสดุสิ่งของ เช่น ยางรถยก (Forklift tires) และล้อรับน้ำหนัก (Load wheels) ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการรับน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ และการขนส่งที่ปลอดภัย
บทสรุป
อุตสาหกรรมโพลียูรีเทนมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาวิจัยจนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ช่วยประหยัดพลังงาน และยังมีการพัฒนาวัสดุอัจริยะมหัศจรรย์เพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวโลก
เนื้อหาในบทความนี้ได้เจาะลึกถึงโพลียูรีเทนประเภทต่างๆ ทั้งความเป็นมา กระบวนการผลิต คุณสมบัติหลักที่เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงสมบัติเชิงกล และความทนทานต่อปัจจัยภายนอก
เรียกได้ว่าโพลียูรีเทนมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมหนัก ยานยนต์ การก่อสร้าง สิ่งทอ และเหมืองแร่ ตั้งแต่เบาะรองนั่ง และวัสดุฉนวนไปจนถึงหนังสังเคราะห์
บทความนี้ยังกล่าวถึงการใช้งานเฉพาะด้าน โดยแสดงให้เห็นว่าสูตรโพลียูรีเทนที่ปรุงแต่งให้เหมาะสมนั้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และความทนทานในตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ล้อโรลเลอร์สเก็ต อุปกรณ์ซักรีด และอุปกรณ์แปรรูปเนื้อสัตว์
โดยสรุป ประโยชน์ของโพลียูรีเทน และคุณสมบัติที่ปรุงแต่งได้นั้น ทำให้ PU กลายเป็นวัสดุพอลิเมอร์ที่มีคุณค่าตัวหนึ่ง ในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มากมาย
หากคุณสนใจ หรือต้องการคำปรึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์โพลียูรีเทน อีลาสโตเมอร์เพิ่มเติม เพื่อใช้ในธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม โปรดติดต่อทีมงานที่มีประสบการณ์ บริษัท Duraflex D เราพร้อมให้ความช่วยเหลือ
ติดต่อทางอีเมล์ apai@duraflex-d.com, rassamee@duraflex-d.com หรือโทรหาเราที่ 02-276-2406
คุณสามารถติดต่อผ่านทางเว็บไซต์ของเราที่ Contact
ให้เราช่วยคุณปลดล็อคความมหัศจรรย์ของโพลียูรีเทนได้แล้ววันนี้

